Language :
Search :
ข่าวประชาสัมพันธ์

อันตรายจากปรอท

อันตรายจากปรอท
          
        โรคมินามาตะ (Minamata disease) เป็นโรคที่เกิดจากพิษสารปรอทที่สะสมในร่างกาย ทำอันตรายต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ พบครั้งแรกที่เมืองมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียที่มีสารปรอทเจือปนลงในอ่าวมินามาตะ สารปรอทจึงเข้าไปสะสมอยู่ในปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นนำปลาและสัตว์ทะเลมารับประทาน จนประชาชนบริเวณอ่าวมินามาตะกว่า 2,000 คนมีอาการปวดท้อง ท้องร่วง ระบบกล้ามเนื้อถูกทำลาย ประสาทตาและหูเสื่อม โดยตรวจพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้รายแรกเมื่อปี 2499 มีผู้เสียชีวิตจากโรคมินามาตะแล้วกว่า 2,000 คน
         
            จากรายงานประเมินผลสารปรอทโลกประจำปี 2013 โดย โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations – Environment Programme: UNEP) พบว่าแหล่งน้ำทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาสารปรอทเจือปนราว 1,000 – 4,000 แห่ง ซึ่งมาจากแหล่งโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน เหมืองทอง และอุตสาหกรรมหนักอื่นๆ ที่ใช้น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินกิจการซึ่งระบบควบคุมอาจไม่ได้มาตรฐานและมีการปล่อยน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารปรอทลงสู่แหล่งน้ำ จูเลียน คิพเพนเบิร์ก นักวิจัยอาวุโสจากองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลให้ข้อมูลว่า ปรอทจะไปสะสมอยู่ในปลา จากนั้นเมื่อคนกินปลาที่มีปรอทเข้าไปปรอทจะค่อยๆ ทำลายระบบประสาท โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์และเด็กเล็กจะเป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด

 
    ในประเทศไทย มีรายงานการพบสารปรอทสะสมในปลาและคนสูงเกินค่าที่ปลอดภัย ในพื้นที่อุตสาหกรรม ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี จากการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างปลาในคลองชลองแวงและเส้นผมของคนที่อาศัยใกล้โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงผลิตเยื่อกระดาษ พบสารปรอทปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารและร่างกายมนุษย์ โดยพบปลาในพื้นที่ท่าตูมปนเปื้อนสารปรอทเกินค่าที่ยอมรับได้ 3-11 เท่า และผลการตรวจตัวอย่างเส้นผมของประชาชนที่บริโภคปลาและอาศัยภายในรัศมี 2 กิโลเมตรของพื้นที่อุตสาหกรรมยังพบว่า เส้นผมของทุกคนมีสารปรอทสะสมอยู่ในปริมาณที่เกินค่าปริมาณอ้างอิง 1.00 ppm ซึ่งเป็นปริมาณที่อาจก่ออันตรายต่อพัฒนาทางสมอง ซึ่งร้อยละ 90 ของปรอทที่สะสมในร่างกายมนุษย์ คือ ปรอทอินทรีย์ชนิดเมทิลเมอร์คิวรี่ ซึ่งมีพิษสูงสะสมในร่างกายและสิ่งแวดล้อมได้ยาวนาน อีกทั้งยังถ่ายทอดได้จากแม่สู่ลูก ช่องทางหนึ่งที่สารปรอทจะเข้าสู่ปลาและมนุษย์ในพื้นที่ศึกษา ต.ท่าตูม ได้แก่ เถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ฝุ่นถ่านหินจากลานเก็บถ่านหินแบบเปิด ขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้าที่นำมาปรับสภาพดินในแปลงยูคาลิปตัสในพื้นที่โดยรอบ และยังมีความเป็นไปได้ที่น้ำเสียปนเปื้อนสารปรอทจากโรงผลิตเยื่อกระดาษอาจรั่วซึมลงคลองสาธารณะ
 
        โดยทั่วไปเราจะพบปรอทในสิ่งแวดล้อมมี 3 ลักษณะ คือ 1) ปรอทบริสุทธิ์หรือโลหะปรอท (Elemental mercury) พบได้ในปรอทวัดไข้ สวิตช์ไฟ ใช้ผสมในวัสดุอุดฟัน เป็นต้น 2) ปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury) ซึ่งในอดีตใช้เป็นส่วนประกอบในน้ำยาฆ่าเชื้อ ยาถ่ายพยาธิ ยาแดง เป็นต้น และ 3) ปรอทอินทรีย์ (Organic mercury) ที่พบได้บ่อยคือ methylmercury จะพบปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและ เนื้อเยื่อของสัตว์น้ำตามธรรมชาติ เช่นกรณีการปนเปื้อนบริเวณโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงผลิตเยื่อกระดาษ ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี

ผลกระทบของปรอทต่อร่างกาย แบ่งเป็นผลกระทบต่อสุขภาพแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง
ผลกระทบต่อสุขภาพแบบเฉียบพลัน
  1. การหายใจสูดไอปรอทเข้าไปในร่างกาย ทำให้เกิดอาการไอ หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หนาวสั่น ไข้ อ่อนเพลีย การหลั่งน้ำลายเพิ่มขึ้น ปวดท้อง ท้องเสีย ลิ้นได้รับรสโลหะ กรณีรุนแรงเกิดเนื้อเยื่อปอดอักเสบ อาจมีอาการปวดศีรษะ และการมองเห็นผิดปกติ 
  2. การได้รับปรอทอนินทรีย์ที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงทางปาก จะมีอาการปวดแสบ ปวดร้อนในช่องปาก คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด ปวดท้อง ท้องเสีย อุจจาระเป็นเลือด เนื้อแก้มในกระพุ้งแก้มกลายเป็นสีเทา บางรายมีกลิ่นไอของโลหะ กรณีรุนแรงเมื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิตปรอทจะไปทำลายไต ทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด เกิดไตวาย และทำให้เสียชีวิตได้ 
ผลกระทบต่อสุขภาพแบบเรื้อรัง 
          ปรอทเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทำอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง และไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของแขน ขา การพูด และยังทำให้ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียไป เช่น การได้ยิน การมองเห็น ซึ่งอันตรายเหล่านี้ เมื่อเป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้กลับดีดังเดิมได้ อาการที่เป็นพิษมากเกิดจากการหายใจ ปอดอักเสบ มีอาการเจ็บหน้าอก มีไข้ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้

แนวทางการป้องกันอันตรายจากปรอท 
          ประชาชนในที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของปรอทในสิ่งแวดล้อม ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำในแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อน รวมทั้งอาชีพกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตปรอทวัดไข้ สวิตซ์ไฟฟ้า หมวกฟาง สารกำจัดแมลง กำจัดเชื้อรา ยา สีทาบ้าน โซดาแอช เป็นต้น อาชีพทันตแพทย์เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจได้รับผลกระทบจากปรอท จนเกิดเป็นโรคพิษจากปรอทได้ เนื่องจากมีการใช้เงินอะมัลกัมในการอุดฟันให้คนไข้ จึงมีโอกาสรับสัมผัสปรอทได้ทางผิวหนังและทางการหายใจ ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงควรสวมเสื้อคลุมและถุงมือ เมื่อต้องจับหรือสัมผัสปรอท มีการดูแลสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ดูแล เก็บ ทำความสะอาดที่ทำงานให้สะอาดอยู่เสมอ กรณีมีปรอทรั่วไหลให้ใช้ภาชนะที่มีน้ำรองกักเก็บไว้ เนื่องจากปรอทจะไม่ระเหยเมื่ออยู่ในน้ำ มีระบบการระบายอากาศ มีการประเมินมาตรการในการควบคุมต่าง ๆ ในขณะปฏิบัติงานกับปรอทควรตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ ถึงแม้จะเป็นการรับสัมผัสปรอทที่ความเข้มข้นต่ำ ๆ ก็ตาม

ที่มา: 
  1. พิษสารเคมีจากการทำงาน รู้ป้องกันได้, อนามัย (ธีรวิโรจน์) เทศกะทึก, สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2554
  2. http://hia.anamai.moph.go.th/ewt_dl_link.php?nid=247&filename=HIA_main
  3. http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=79